กฎหมายลิขสิทธิ์ : แนวทางการร่างข้อกำหนดการใช้งานซอฟต์แวร์ (EULA) ตอนที่ 1

ในการใช้งานซอฟต์แวร์โดยทั่วไป ทุกคนน่าจะเคยผ่านตาข้อกำหนดการใช้งานซอฟต์แวร์ หรือ End User License Agreement (EULA) ที่เด้งขึ้นมาตอนเราติดตั้งโปรแกรมใช่ไหมล่ะครับ วันนี้เลยจะมาขอบอกเล่าแนวทางในการร่างข้อกำหนดการใช้งานซอฟต์แวร์สำหรับการใช้งานทั่วไปให้ได้อ่านกันครับ

EULA เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับตามกฎหมายระหว่างผู้เผยแพร่ซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาหรือผู้จัดจำหน่ายก็ตาม กับผู้ใช้งาน หรือบางคนอาจจะใช้เป็นคำว่า “ข้อกำหนดและเงื่อนไข (Terms and Conditions)” หรือ “ข้อกำหนดการใช้งาน (Terms of Use)” ก็ตามแต่จะเรียก ซึ่งหัวใจหลักยังคงเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ (หรือความเชื่อมโยงตามกฎหมาย) ซึ่งในบทความนี้ก็จะนำ EULA ของ Windows 10 มาชำแหละให้ดูกันว่าประเด็นที่ Microsoft ระบุไว้ใน EULA มีอะไรบ้าง โดยจะคัดเฉพาะข้อความที่น่าสนใจมาแปลให้ดูกันครับ

บทนำ 

โดยการยอมรับหรือใช้งานซอฟต์แวร์ คุณได้ตกลงยอมรับข้อกำหนดทั้งหลายและยินยอมให้มีการส่งต่อข้อมูลบางอย่างในระหว่างการเปิดใช้งานและการใช้งานซอฟต์แวร์ตามที่ได้ระบุเอาไว้ หากคุณไม่ยอมรับหรือปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ คุณอาจไม่สามารถใช้งานซอฟต์แวร์หรือฟีเจอร์ได้

ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่ใช้ก่อตั้งข้อสันนิษฐานในกรณีมีข้อพิพาทเกิดขึ้น เนื่องจาก EULA โดยสภาพแล้วจะเป็นเพียงหน้าต่าง Pop-up ขึ้นมาให้ผู้ใช้งานกดยอมรับ หรืออาจจะเป็นเพียงลิงค์นำทางไปยังข้อกำหนดฉบับเต็มก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ใช้งานจะต้องเห็นและกดยอมรับก่อนเปิดใช้งานเป็นอย่างช้า เพื่อให้ข้อกำหนดนี้มีผลผูกพันนั่นเองครับ ทางผู้อ่านสามารถใช้ข้อความข้างต้นเลยก็ได้ หรือจะปรับแก้ข้อความให้เป็นมิตรกับผู้อ่านเพิ่มอีกก็ได้เช่นกัน

ขอบเขตการบังคับใช้

ข้อตกลงฉบับนี้ใช้บังคับกับซอฟต์แวร์ Windows ที่ได้ติดตั้งในอุปกรณ์ของคุณตั้งแต่ในขั้นตอนการผลิต หรือได้รับจากผู้จัดจำหน่ายและติดตั้งโดยคุณ หรือสื่อใด ๆ ที่คุณได้รับซอฟต์แวร์นี้ด้วย และให้ใช้บังคับกับฟอนท์ ไอคอน ภาพ หรือเสียงใด ๆ ที่รวมมากับซอฟต์แวร์นี้ และรวมถึงอัพเดท อัพเกรด ส่วนขยาย หรือบริการของซอฟต์แวร์ เว้นแต่จะมีข้อกำหนดเป็นการเฉพาะ

ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ไว้ใช้ระบุว่าข้อกำหนดและเงื่อนไขนี้ใช้บังคับกับซอฟต์แวร์ หรือฟีเจอร์ใดบ้าง สำหรับในบางกรณีที่เรามีทั้งส่วนที่ให้บริการฟรี และส่วนที่คิดค่าบริการ ซึ่งของ Windows นั้นกำหนดขอบเขตไว้เป็น Windows OS ทั้งหมดนั่นเอง และโดยเฉพาะส่วนอัพเดท อัพเกรด ส่วนขยาย หรือบริการอื่น ๆ (หรือฟีเจอร์) ที่เราอาจจัดทำเพิ่มในอนาคต เป็นสิ่งที่ควรระบุไว้เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องกดยอมรับหรือเปิดใช้งานทุกครั้งนั่นเองครับ

บทความถัดไปจะยังคงพูดถึงเรื่อง EULA โดยอ้างอิงจาก EULA ของ Windows 10 ในประเด็นการอนุญาตให้ใช้และสิทธิในการใช้งานกันต่อ รอติดตามนะครับ

ณัฐพล สุรรัตน์รังษี

มีคำถาม? ดรอปอีเมลมาได้ที่ nattapon.

กฎหมายลิขสิทธิ์ : แนวทางการร่างข้อสัญญาลิขสิทธิ์เกี่ยวกับการจ้างงาน

ดังที่ได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้าเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาระหว่างการทำงาน โดยที่กฎหมายได้บัญญัติข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเอาไว้แตกต่างกันในการจัดการลิขสิทธิ์ระหว่าง “นายจ้างกับลูกจ้าง” และ “ผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้าง” ในบทความนี้จึงจะขอพูดถึงในกรณีที่เราประสงค์จะตกลงกันเอาไว้เป็นอย่างอื่นนั่นเองครับ

ย้อนทบทวนกันนิดหนึ่ง ข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ได้กำหนดเอาไว้ว่า งานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นตกเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำbqงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ในกรณีที่นายจ้างประสงค์ที่จะเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์ด้วย นายจ้างอาจกำหนดไว้ในสัญญาจ้างไว้เป็นข้อความประมาณนี้

สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

ลูกจ้างตกลงว่านายจ้างมีสิทธิ หรือจะมีสิทธิเหนือทรัพย์สินทางปัญญาใด ๆ (ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาใด ๆ) ที่ลูกจ้างได้ประพันธ์ สร้างขึ้น หรือได้จัดทำขึ้น ในระหว่างที่ลูกจ้างถูกจ้างภายใต้สัญญาจ้างงาน และมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของนายจ้าง หรือมีความเกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาของนายจ้าง หรือได้พัฒนาขึ้นในเวลางาน หรือได้มีการใช้อุปกรณ์ สิ่งของ สถานที่ หรือข้อมูลความลับของนายจ้าง ซึ่งลูกจ้างตกลงที่จะแจ้งให้นายจ้างทราบถึงทรัพย์สินทางปัญญาใด ๆ ที่ได้เกิดขึ้นต่อนายจ้างในทันทีที่ได้ทราบถึงทรัพย์สินทางปัญญานั้น และลูกจ้างตกลงที่จะดำเนินการใด ๆ เพื่อให้นายจ้างมีสิทธิและสามารถได้รับประโยชน์ทั้งสิ้นในทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้น

ตัวอย่างข้างต้นนั้นค่อนข้างมีความเป็นกลาง เนื่องจากยังคงแบ่งขอบเขตไว้ชัดว่าทรัพย์สินทางปัญญาใดที่จะตกเป็นของนายจ้าง ดังนั้นในกรณีที่ลูกจ้างสร้างสรรค์งานขึ้นมาโดยมิได้อาศัยทรัพยากรใด ๆ ของนายจ้าง ลิขสิทธิ์ก็ยังคงตกเป็นของลูกจ้างอยู่ อย่างไรก็ตามนายจ้างอาจปรับแก้ข้อความดังกล่าวเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมกรณีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือหากว่าเห็นว่าการกำหนดข้อความดังกล่าวไว้จะสร้างความคลุมเครือและกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของนายจ้าง อาจพิจารณาตัดข้อความที่ขีดเส้นใต้ออกทั้งหมดก็สามารถทำได้

แต่ตัวอย่างข้างต้นนั้นก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงลบกับขวัญและกำลังใจของลูกจ้างในการสร้างสรรค์ผลงานได้ ดังนั้นสำหรับนายจ้างอาจจะพิจารณาปรับเป็นการขอซื้อลิขสิทธิ์เป็นรายกรณี ก็สามารถทำได้ เพื่อให้ลูกจ้างเกิดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อให้นายจ้างเลือกสรรมากขึ้น ตามตัวอย่างด้านล่าง

ในกรณีที่ลูกจ้างได้จัดทำงานสร้างสรรค์อันอาจมีลิขสิทธิ์หรือก่อให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นใดในระหว่างที่ลูกจ้างถูกจ้างภายใต้สัญญาจ้างงาน ให้นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ เว้นแต่ในกรณีที่นายจ้างประสงค์ที่จะได้ลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์นั้น ให้นายจ้างสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในนโยบายการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น และลูกจ้างตกลงที่จะโอนสิทธิในทรัพย์สินปัญญาทั้งหลายนั้นให้แก่นายจ้างเมื่อนายจ้างได้แสดงความประสงค์เช่นว่านั้น

การจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ในแต่ละรูปแบบนั้นต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นนายจ้างควรพิจารณาวัฒนธรรมองค์กรที่ปรารถนา รวมถึงวิสัยทัศน์และคุณค่าที่องค์กรยึดถือ เนื่องจากจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างนั้นเกิดขึ้นจากสัญญาจ้างงานเป็นอันดับแรกนั่นเองครับ

ณัฐพล สุรรัตน์รังษี

มีคำถาม? ดรอปอีเมลมาได้ที่ nattapon.

กฎหมายลิขสิทธิ์ : สิทธิของผู้รับจ้าง

ในการทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์อันอาจมีลิขสิทธิ์ได้ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ สิ่งสำคัญที่ต้องมีความชัดเจนเสมอคือการการจัดการ “ลิขสิทธิ์” ในบรรดางานทั้งหลายที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาในระหว่างการทำงาน เพื่อเลี่ยงข้อพิพาทที่อาจมีขึ้นในภายหลังระหว่างนายจ้างลูกจ้าง โดยกฎหมายลิขสิทธิ์ได้กำหนดข้อสันนิษฐานเบื้องต้นไว้ในกรณีที่ไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นพิเศษดังนี้

ในกรณีการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง (พนักงานประจำนั่นเอง) มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ได้กำหนดเอาไว้ดังนี้

“งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น”

ที่กฎหมายกำหนดข้อสันนิษฐานไว้ว่าให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของพนักงาน แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นไปเผยแพร่ ก็เนื่องจากพฤติการณ์โดยทั่วไปของการจ้างแรงงานที่นายจ้างมักจะมีอำนาจบังคับบัญชา รวมถึงเป็นผู้กำหนดให้ลูกจ้างปฏิบัติงานให้สำเร็จ ทำให้ในความเป็นจริงแล้วลูกจ้างมีโอกาสน้อยมากที่จะสร้างงานสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างการจ้างงาน เนื่องจากโดยหลักแล้วเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่งเท่านั้น กฎหมายจึงสันนิษฐานให้งานอันมีลิขสิทธิ์ตกเป็นของลูกจ้างไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วนายจ้างก็จะกำหนดไว้ในสัญญาจ้างเอาไว้ว่า หากเป็นงานสร้างสรรค์ที่ได้จัดทำขึ้นในเวลางาน หรือได้ใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ หรือข้อมูลใด ๆ ขององค์กร ให้ลิขสิทธิ์ในงานทั้งหลายนั้นตกเป็นของนายจ้าง เนื่องจากบางงานโดยสภาพนั้นลูกจ้างสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง เช่น กราฟฟิกดีไซน์เนอร์หรือโปรแกรมเมอร์ต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นต่อไปได้

ในกรณีการสร้างสรรค์ผลงานในฐานะผู้รับจ้าง มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ได้กำหนดเอาไว้ว่า

“งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น”

ที่กฎหมายกำหนดข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเอาไว้ว่า ถ้าเป็นกรณีของการรับจ้างแล้ว ให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของผู้ว่าจ้างนั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ทั่วไปของการรับจ้างที่นายจ้างไม่ได้ต้องการอำนาจบังคับบัญชา แต่ต้องการผลสำเร็จของงานหรือผลงาน จึงได้มาจ้างผู้รับจ้าง

อย่างไรก็ดี กฎหมายก็ได้เปิดช่องให้ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นได้ เช่นบริษัทอาจจะอยากจ้างผู้ให้บริการ SaaS ให้พัฒนาฟีเจอร์เฉพาะให้แก่บริษัท ซึ่งทางผู้ให้บริการก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีกับบริการของตัวเองจึงตกลงรับพัฒนาให้ แต่บรรดา Source Code ทั้งหมดนั้นอยากให้คงไว้เป็นสิทธิของผู้ให้บริการ ในกรณีนี้ก็สามารถตกลงกันในรายละเอียดได้ ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ทุกคนลองกลับไปสำรวจดูกันนะครับว่าตามสัญญาปัจจุบันมีการกำหนดสิทธิเอาไว้เป็นอย่างไร ชัดเจนพอหรือไม่ ตรงกับความเข้าใจของเราหรือเปล่า ซึ่งถ้าได้ตกลงกันไว้ชัดเจนตั้งแต่วันนี้จะเป็นการหลีกเลี่ยงข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายหลังได้ครับ

ณัฐพล สุรรัตน์รังษี

มีคำถาม? ดรอปอีเมลมาได้ที่ nattapon.