10 Front-End Framework มาแรงในปี 2018

เมื่อต้องพัฒนาเว็บไซต์ใหม่ Front-End Framework ช่วยให้คุณสามารถเริ่มงานได้ทันที ด้วยความนิยมของ framework จึงทำให้มี Front-End Framework ให้เลือกใช้งานหลายแบบและยังมี framework ใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ

เพราะการมี framework ให้เลือกใช้งานหลากหลาย การเลือก Front-End Framework ตัวหนึ่งให้เหมาะกับการงานอาจเป็นเรื่องยาก เช่นเดียวกับนักพัฒนาจำนวนมาก คุณอาจถูกดึงดูดให้ใช้ framework ยอดนิยมและเป็นที่ยอมรับ เช่น Bootstrap และ Foundation มองอีกแง่หนึ่ง framework ใหม่ๆแต่เป็นที่นิยมน้อยกว่าอาจจะเหมาะกับความต้องการของคุณก็เป็นได้ ดังนั้นมันก็คุ้มค่าที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเลือกยอดนิยมในปัจจุบัน
สิ่งที่ควรคำนึงถึงใน Front-End Framework
ก่อนที่คุณจะเลือก Front-End Framework สำหรับโปรเจคต่อไป สิ่งสำคัญคือการหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ควรคำนึงถึงของแต่ละ framework โดยพิจารณาหัวข้อต่อไปนี้ คุณสามารถพิจารณาข้อดี-ข้อเสียของ Front-End Framework ยอดนิยมได้ง่ายขึ้น

ระดับทักษะความรู้ – เมื่อต้องเลือก Front-End Framework ให้พิจารณาจากทักษะของคุณ หากคุณเป็นมือใหม่ framework ที่มีความเสถียรอย่าง Bootstrap อาจเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากมาพร้อมวิดเจ็ทที่เป็นประโยชน์และไม่ต้องอาศัยทักษะการเขียนโปรแกรมมากนัก หากคุณมีประสบการณ์ ควรเลือกใช้ framework ที่เรียบง่าย ซึ่งสามารถให้คุณมีพื้นที่ในการปรับแต่ง โดยทั่วไป framework เหล่านี้จะเบากว่าและไม่ใหญ่จนเกินไป ซึ่งนับว่าเป็นข้อดี
Responsive web design – เว็บใดๆก็ตามที่คุณพัฒนาควรมีการแสดงผลได้อย่างถูกต้องในทุกอุปกรณ์ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากขึ้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือ จากรายงานของ Similar Web เรื่องสถานะเว็บบนมือถือในสหรับอเมริกา ปี 2015 ประมาณร้อยละ 56 ของปริมาณการใช้ข้อมูลผู้บริโภคไปยังเว็บไซต์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกาตอนนี้มาจากอุปกรณ์มือถือ ดังนั้นจึงควรใช้ Front-end framework ที่รองรับ Responsive web design เพื่อให้คุณมีสิ่งที่ต้องกังวลน้อยลง
CSS-Preprocessor – หากคุณใช้ CSS-Preprocessor และต้องการใช้เฉพาะตัวใดตัวหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วมี Sass และ LESS ตรวจดูให้แน่ใจว่า framework ที่คุณใช้รองรับมัน
รูปลักษณ์ – เลือก framework ที่ช่วยให้คุณออกแบบรูปลักษณ์ตามที่คุณต้องการโดยใช้ความพยายามน้อยที่สุด
Prototype - Front-end frameworkในอุดมคติจะช่วยให้คุณสร้าง wireframe และ prototype อย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มความเร็วในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนา

เหนือสิ่งอื่นใด การใช้ Front-end frameworkที่เหมาะสม จะช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความเร็วในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ และยังคงให้ความยืดหยุ่นและคุณสมบัติที่คุณต้องการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม
10 Front-End Framework มาแรงในปี 2018
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามารู้จักกับ Front-End Frameworks ยอดนิยมในปี 2018
1. Bootstrap

การจัดอันดับนี้คงจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีชื่อของ Front-End Framework ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายนั่นคือ Bootstrap สร้างโดยนักพัฒนา Twitter และเปิดตัวครั้งแรกในปี 2011 เป็น open-source framework ที่ใช้มากที่สุดในโลก

เหมือนกับ Front-End Framework ที่มีประสิทธิภาพตัวอื่นๆ Bootstrap ประกอบไปด้วย CSS, HTML และ JavaScript หรือ JS และองค์ประกอบอื่นๆ โดยยึดหลักมาตรฐาน Responsive web design ช่วยให้คุณพัฒนาเว็บต่างๆสอดคล้องกับความซับซ้อนและขนาดต่างๆ

Bootstrap มีการอัพเดตอย่างต่อเนื่อง ประกอบไปด้วยคุณลักษณะล่าสุดและดีที่สุด ตัวอย่างเช่น ได้มีการเพิ่มธีมเพื่อให้สอดคล้องกลับแนวทางของ Google’s material design หลังจากที่การเปิดตัวเพียงไม่นาน และยังมีการปรับปรุงเพื่อใช้ Sass เป็น CSS preprocessor

ข้อดี

รองรับ Responsive web design (สามารถปิดการใช้งานได้หากต้องการ)
มี documentation ที่ครอบคลุม

ข้อเสีย

ไฟล์ที่มาพร้อมแพกเก็จขนาด 276kB เป็นสไตล์ที่ไม่มีการใช้มากนัก
จำนวนของ HTML class และ DOM element ที่มากเกินไปสามารถทำให้เกิดความยุ่งเหยิงและสับสนได้

เหมาะกับ ผู้ใช้งานเริ่มต้นและผู้ใช้งานที่ต้องการ front-end framework ที่แข็งแรง
2. Semantic-UI

สำหรับ framework ที่ออกมาใหม่ Semantic-UI โดดเด่นทั้งในหลายๆด้านและกำลังจะกลายเป็นหนึ่งใน front-end framework ยอดนิยมที่สุดอีกหนึ่งตัว

หลักของ Framework นี้อ้างถึงการสร้างความเรียบง่าย เพราะใช้ภาษาธรรมชาติ natural language มีโค้ดที่มีคำอธิบายในตัวมันเอง แม้แต่ผู้ที่มีประสบการณ์ในการเขียนโปรแกรมยังไม่มากก็ยังรู้สึกไม่อึดอัดเมื่อต้องทำงานกับ framework นี้

อีกหนึ่งคุณลักษณะที่โดดเด่นของ Semantic-UI คือการรวมรวบ array ที่น่าปวดหัวของ library บุคคลที่สามเอาไว้ ซึ่งในความเป็นจริงคุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้งานของคนอื่น ดังนั้นขั้นตอนการพัฒนาจะง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดี

ชื่อของ Semantic class ทำมาให้ง่ายต่อการใช้ แม้แต่มือใหม่ก็สามารถเริ่มใช้งานได้ทันที
ไฟล์ขนาดเล็กและใช้เวลาโหลดไม่นาน เพราะคุณสามารถโหลดเพียงแค่องค์ประกอบที่คุณต้องการ แต่ละส่วนมีไฟล์ JS และ stylesheet ของตัวเอง
องค์ประกอบที่หลากหลายง่ายต่อการปรับใช้

ข้อเสีย

แพกเก็จมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับ Foundation และ Bootstrap
ผู้ที่ต้องการออกแบบและพัฒนาที่ซับซ้อนอาจไม่เหมาะกับ framework นี้

เหมาะกับ ผู้ใช้งานเริ่มต้นและผู้ใช้งานที่ต้องการ front-end framework ที่เบาและรวดเร็ว
3. Foundation

สร้างโดยบริษัทออกแบบเว็บไซต์ Zurb โดย Foundation เป็น front-end framework ระดับองค์กรขั้นสูง ซึ่งเหมาะกับพัฒนาเว็บไซต์ responsive ให้มีความรวดเร็ว ถูกนำไปใช้บนเว็บไซต์เช่น Facebook, eBay และ Mozilla ยังค่อนข้างซับซ้อนและไม่เหมาะกับมือใหม่

Framework ที่ทรงพลังนี้ยังรองรับ GPU acceleration สำหรับแอนิเมชั่นที่เบา รวดเร็ว ลื่นไหลและ Fastclick.

Front End VS Back End

Frontend vs. Backend
By Josh Long (blog.teamtreehouse)

“ผมไม่พูดภาษาพวกคุณ” นั้นคือคำทักทายจากพ่อหนุ่ม แต่ผม จะให้ภาพรวมคร่าวๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมของเรา พวกหัวข้อต่างๆเหล่านี้จะช่วยสื่อสารกับคุณและช่วยให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีได้และมีประสิทธิภาพอย่างมากมาย

(more…)