Life @ Wing Develop

Life @ Wing Develop
ปีกแห่งอิสระ วัฒนธรรมองค์กรแห่งความไว้ใจ

            ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ โปรแกรมเมอร์แปลว่าทำงานแบบมีพันธะ  มีพันธะแปว่าไม่อิสระ ฉันไม่ยอมตกเป็นทาสของคุณหรอกค่ะ....ไม่จริง! ถึงแม้ว่าการทำงานของโปรแกรมเมอร์ในภาพที่เราคิดอาจจะเป็นภาพของกลุ่มคนที่ตั้งหน้าตั้งตาจ้องหน้าจอที่ปรากฏภาษาที่คนทั่วไปยากจะเข้าใจ ต้องทำงานร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะว่ามีการนำแต่ละส่วนมาประกอบกันในตอนท้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานแสนประทับใจชิ้นหนึ่งที่พร้อมจะส่งไปให้กับลูกค้า จึงจำเป็นต้องมีที่ทำงานเป็นหลักแหล่งเพื่อที่ทุกคนจะสามารถประสานงานกันได้อย่างเป็นระบบ สิ่งเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยกับ Wing Develop สตูดิโอสำหรับโปรแกรมเมอร์ไฟแรงที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อให้ทุกที่บนโลกคือที่ทำงาน

Wing Develop

            คือ Develop Studio ขนาดไม่ใหญ่มาก โดยการนำของ ภควัฒน์ บุญยัง หรือที่หลายคนเรียกว่า อาจารย์แมค CEO ประจำบริษัท Wing Develop และเป็นผู้สอน ด้านการเขียน Java script แห่ง CodeCamp ที่สนับสนุนโดย Software Park Thailand และสมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายในระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย  ซึ่ง Wing Develop มีความพิเศษด้านวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าติดปีกให้กับพนักงานทุกคนตามชื่อเลยทีเดียว

ปีกแห่งอิสระในการทำงาน: ที่ทำงานที่ไม่ใช่ออฟฟิศ และออฟฟิศที่ไม่ใช่ที่ทำงาน

            “ผมเชื่อว่าคงไม่มีบริษัทไหนที่ให้พนักงานเอาเบียร์ขึ้นมาดื่มในเวลาทำงานใช่มั้ยครับ?”

            “คุณอาจจะเห็นได้ที่ออฟฟิศเรานี่แหละ”

            ที่ Wing Develop พนักงานทุกคนมีอิสระและสามารถเลือกทำงานที่ไหนก็ได้บนโลก เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าหากถึงเวลาที่ต้องมีงานส่งก็ควรจะได้งานที่สมบูรณ์ อิสรภาพดังกล่าวนี้มาจากความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้งของ CEO อย่างอาจารย์แมค เนื่องจากตัวอาจารย์เองก็เคยเป็นพนักงานของบริษัทต่าง ๆ มาก่อน ดูแลโปรเจกต์ต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าในฐานะโปรแกรมเมอร์นั้น ตนต้องการสภาพแวดล้อมและรูปแบบการทำงานแบบไหนที่จะเอื้อต่อการทำงานมากที่สุด เขาจึงเลือกการบริหารแบบ Country Club Style หรือการบริหารที่ค่อนข้างหละหลวมและให้อิสระพนักงานในการจัดการภาระงานของตัวเอง ออฟฟิศจึงเป็นเหมือนสถานที่ที่พนักงานทุกคนมาเพื่อพบปะพูดคุยกันเสียมากกว่า

            แต่เราทราบก็กันดีว่าการทำงานรูปแบบนี้เป็นดาบสองคม เพราะอาจทำให้ไม่เกิดงานเลยก็ได้หากให้อิสระกับพนักงานมากเกินไป  แต่ที่ Wing  Develop แทบไม่เกิดปัญหานั้นเลย เป็นเพราะอะไร?

ปีกที่พยุงกันและกันด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ: การจัดการทรัพยากรบุคคลภายบนพื้นฐานของความเกื้อกูล

            “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” เป็นคำพูดนามธรรมที่จับต้องไม่ได้เลย แต่ที่ Wing มันกลับมีน้ำหนักอย่างชัดเจน และมีมากพอที่ทำให้ทุกโปรเจกต์ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างลุล่วงโดยที่แทบจะไม่มีข้อผิดพลาด พนักงานของ Wing รวมถึงตัวผู้บริหารอย่างอาจารย์แมคเองใช้คำนี้เป็นหลักในการทำงาน และเพราะคำคำนี้เองที่ทำให้บริษัทนี้ทำงานได้อย่างมีความสุข

            ที่บริษัทมีหลักสำหรับพนักงานในการทำงานร่วมกันอยู่ 3 ข้อ

หากใครสักคนก่อความผิดพลาด จะไม่มีการด่ากันให้เกิดความขัดข้องหมองใจ
กล้าที่จะพูดกับเพื่อนร่วมงานในกรณีที่ตนเองพบปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ หรือขาดทักษะ
ช่วยเหลือกันให้ถึงที่สุด

            จากทั้งสามข้อจึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดพนักงานจึงทุ่มเทให้กับงานที่ตนเองได้รับอย่างเต็มกำลัง เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ แต่กลืนกับวัฒนธรรมองค์กรจนเป็นเนื้อเดียวกัน ในฐานะพนักงานคนหนึ่งเราสามารถสัมผัสได้ถึงความช่วยเหลือเกื้อกูลได้จากหลักปฏิบัติดังกล่าวแล้ว และนอกจากนั้นยังสัมผัสได้ถึงความเหนียวแน่นประหนึ่งเป็นครอบครัวที่ทุกคนหวังดีแก่กันมากกว่า

            นอกจากหลักปฏิบัติที่กล่าวถึงไป อีกสิ่งสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างมากคือ การสื่อสาร อาจารย์เชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่ชำนาญและทุกคนมีโอกาสที่จะผิดพลาด ฉะนั้นการสื่อสารภายในองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการสื่อสารนี่เองที่จะช่วยให้ทุกคนเห็นภาพของปลายทางตรงกัน ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการทำงาน และเพิ่มความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันด้วย

            อย่างไรก็ดีวัฒนธรรมที่โดดเด่นของ Wing Develop ไม่ได้มีเพียงแต่เรื่องของการจัดการบุคคลแต่ยังมีแนวคิดเรื่องการจัดการกับเนื้องานอย่างมีคุณภาพอีกด้วย

ปีกแห่งความจริงใจและวิสัยทัศน์ในการทำงาน: รู้จักประมาณตนและซื่อสัตย์ต่อตนเอง

            “เราจะรับงานเท่าที่เราทำไหวตามทรัพยากรที่เรามี และเราตอบลูกค้าอย่างจริงใจเสมอหากเราไม่สามารถรับงานที่เสนอมาได้จริง ๆ”

            การประเมินความสามารถของทรัพยากรที่ตนเองมีเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อให้การทำงานในบริษัทไม่อยู่ในความกดดันมากเกินไป และที่สำคัญกว่านั้นอาจารย์ให้ความสำคัญในเรื่องของ Gap ช่องว่างหรือเวลาว่างที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เพื่อที่รุ่นพี่หรือคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของตนเองสำเร็จแล้วได้สอนงานรุ่นน้อง อาจารย์แมคกล่าวว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา การสอนงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นปัญหาลูกโซ่ที่บั่นทอนกำลังใจในการทำงานสายนี้ “หากรุ่นน้องทำไม่ได้ก็จะถูกรุ่นพี่ต่อว่า และน้องก็จะบอกว่ารุ่นพี่ไม่สอนงาน หัวหน้าก็จะลงมาต่อว่ารุ่นพี่ที่ไม่สอนงาน และรุ่นพี่ก็จะถามกลับไปที่หัวหน้าว่าจากงานที่มอบหมายมาให้แล้ว เขาจะมีเวลาให้สอนขนาดไหนล่ะ” กลายเป็นว่ามันไม่ใช่ปัญหาของใครสักคนแต่เป็นปัญหามาตั้งแต่ผู้บริหารแล้ว ฉะนั้นข้อดีของบริษัท Wing Develop ซึ่งมีขนาดเล็กจะช่วยให้รุ่นพี่รุ่นน้องหรือแม้แต่ผู้บริหารเองสามารถเข้าถึงกันได้ง่ายและสอนงานกันได้ง่ายนั่นเอง แต่ช่องว่างดังล่าวที่จะนำมาใช้สอนงานมันมาจากไหน?

            “เราต้องมองภาพให้ขาดแล้วสับย่อยให้ละเอียดก่อนที่จะมอบหมายให้กับพนักงาน”

            ภาพดังกล่าวคือตัวเนื้องานนั่นเอง นี่คือทักษะสำคัญของผู้บริหารด้านโปรแกรมมิ่งที่อาจารย์แมคพูดถึง กล่าวคือผู้บริหารต้องมองภาพให้ออกทั้งหมดว่าโปรเจกต์ที่รับมานั้นต้องมีขั้นตอนอะไรบ้างในการดำเนินการอย่างถี่ถ้วนเพื่อที่จะได้ผลลัพธ์สุดท้าย และแบ่งมันออกมาเป็นงานย่อยให้ได้ก่อนที่จะมอบหมายมันออกไปแก่ลูกน้อง ฉะนั้นช่องว่างที่เกิดขึ้นก็มาจากการที่ลูกน้องสามารถจัดการกับงานย่อยนั้นสำเร็จลุล่วงแล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตามการที่จะมองภาพให้ขาดก็ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนทำงานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นก็คือที่มาของการสอนงานนั่นเอง

            แล้วความซื่อสัตย์กับลูกค้าเกี่ยวข้องอย่างไร? การที่ซื้อสัตย์กับลูกค้าเนื่องจากทราบศักยภาพของตนเป็นอย่างดี คือปัจจัยหลักที่ช่วยให้แบ่งงานย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดที่อาจะเกิดขึ้นในขั้นตอนของการดำเนินงาน และเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความชำนาญและน่าเชื่อถือในการจัดการกับเนื้องานที่ได้รับให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

อยากติดปีกบินไปกับ Wing Develop ด้วยต้องทำอย่างไร

            เรามีพนักงานน้อย แต่หากจะรับคนเพิ่มเราก็อยากจะมั่นใจว่าเค้าตรงกับ requirement ในแต่ละโปรเจกต์ที่เราเสนอไปขนาดไหน เพราะหากเรารับมาโดยที่รู้ว่าศักยภาพของเขาไม่สามารถทำงานที่เรามอบหมายให้ได้เท่ากับว่าเรารับคนเข้ามาทรมาน และนอกจากนั้นมันก็จะบีบคั้นจนเค้าไม่มีความสุข ในการทำงานเลย

            เคยเจอกรณีที่รับเข้ามาแล้วเขาสู้ไม่ไหวเหมือนกัน แต่เราก็ให้ความช่วยเหลือจนถึงที่สุด ให้รุ่นพี่เข้มข้นกับการสอนงานให้ หรือแม้กระทั่งซื้อคอร์สให้เรียนเพิ่มเติม ถ้าเขายังทำไม่ได้ ตัวเขาเองจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือจะเดินออกไป เราไม่เคยไล่ใครออกหรือเคยแบล็กลิสต์ใครมาก่อน แต่ถ้าออกไปแล้วไปฝึกฝนทักษะจนชำนาญและมีความพร้อมที่จะทำงานต่อไปจริง ๆ เราก็พร้อมจะรับเขากลับเข้ามาทำงานใหม่เหมือนกัน แต่ที่สำคัญคือเราต้องพิจารณาอีกทีว่าทักษะที่เขามีมันตรงกับ requirement ที่เรากำหนดไว้จริง ๆ

            ฉะนั้นหากต้องการจะเตรียมตัวเพื่อเข้ามาสมัครทำงานกับเรา อาจารย์แมคแนะนำว่าให้ฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอจนมีทักษะเพียงพอและพร้อมต่อ requirement ที่บริษัทประกาศออกไป สิ่งหนึ่งที่อยากให้พกมาด้วยคือทัศนะคติที่สู้งาน เพราะหากจะพัฒนาตนเองต่อหรือกังวลว่าจะสร้างความผิดพลาด มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับบริษัทที่ขนาดเล็กที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจและมีการดูแลกันแบบนี้เลย

โอกาสดีๆมาถึงแล้ว !

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.

Life @ CodeKit

Life @ CodeKit

พูดคุยกับผู้ปฏิวัติการเขียนโค้ด เริ่มได้ตั้งแต่วัยมัธยม

            เมื่อไม่กี่ปีมานี้ คุณอาจจะเคยได้ยินว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ปรับหลักสูตรการศึกษาใหม่ในประเด็นเรื่อง “การเพิ่มวิชาการเขียนโปรแกรมลงไปในหลักสูตรของเด็กประถมและมัธยม” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายที่เกิดขึ้น ผู้ก่อตั้ง CodeKit คุณไพบูลย์ พนัสบดี ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจึงได้ริเริ่มสร้างรูปแบบการเรียนการสอนโค้ดสำหรับเด็กไทยขึ้น ในบทความนี้ Software Park CodeCamp จะพาไปพูดคุยกับคุณไพบูลย์ พนัสบดี ผู้ก่อตั้ง CodeKit องค์กรที่ทำให้การเรียนการสอนสำหรับเด็กนักเรียนง่ายขึ้น ในหัวข้อเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร และตำแหน่งงานต่าง ๆ ในสายไอทีอันเป็นโอกาสของคนทำงานไอทีในไทยให้เข้ามาสมัครกัน

รู้จัก CodeKit

            จุดเริ่มต้นของ CodeKit เริ่มมาจากการที่คุณไพบูลย์ได้เป็นผู้สอนเรื่อง React ที่ Software Park CampCamp#1 และค้นพบว่าในต่างประเทศมีเว็บไซต์อินเทอร์แอคทีฟสำหรับการเขียนโค้ดทำให้การเขียนโค้ดเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่เมื่อนำมาใช้สอนจริง ก็พบปัญหาด้านภาษา ผู้เรียนค่อนข้างใช้เวลามากในการแปลข้อความต่าง ๆ ร่วมกับการประกาศนโยบายของกระทรงศึกษาธิการเรื่อง “การเพิ่มวิชาการเขียนโปรแกรมลงไปในหลักสูตรของเด็กประถมและมัธยม” เมื่อลองค้นคว้าการเรียนการสอนวิชาการเขียนโปรแกรมในโรงเรียนก็ค้นพบว่าการเรียนการสอนยังขาดเครื่องมือที่จะช่วยให้ครูจัดการสอนได้ง่ายขึ้นและนักเรียน เรียนได้อย่างเข้าใจเห็นภาพมากขึ้น ทั้งสองเหตุผลนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด “CodeKit Innovation เว็บไซต์สอนเขียนโค้ดออนไลน์แบบอินเทอร์แอ็คทีฟโดยคนไทยเพื่อคนไทย”

Life @ CodeKit 

            หลายบริษัทอาจประสบปัญหาต้องปรับตัวกับการ “Work from Home” จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ที่ CodeKit การทำงานที่บ้านเป็นสิ่งที่บริษัททำมาอย่างยาวนาน ทำให้ไม่ถูกกระทบในเรื่องของระยะเวลาการทำงาน สาเหตุที่ตัดสินใจให้พนักงานทุกคนทำงานที่บ้านตั้งแต่แรก เพราะด้วยลักษณะการทำงานของโปรแกรมเมอร์ที่ว่า “ทำงานกลางคืน นอนเช้า ตื่นสาย” หากเวลามาทำงานก็จะเป็นการเข้างานสายเลิกงานค่ำ ดังนั้นเพื่อปรับให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีโปรแกรมเมอร์จึงปรับให้เป็นการทำงานแบบ Work from Home ตั้งแต่แรก

15 (mins) Daily Scrum a day, keep problems away

            การทำงานแบบ Work from Home ตลอด ทำให้ CodeKit ได้นำ Agile และ Scrum มาปรับใช้ ที่น่าสนใจมากคือ ในทุกวัน ทีมงานจะมีการโทรประชุมออนไลน์  เรียกว่า “Daily Scrum (15 นาที)” เพื่ออัพเดทข้อมูลทั้งหมด 3 ประเด็น ได้แก่ (1) เมื่อวานทำอะไรไปแล้วบ้าง? (2) ในตอนนี้กำลังจะทำอะไรต่อไป? และสุดท้าย (3) ติดปัญหาอะไรตรงไหน? ซึ่งกุญแจสำคัญให้การประชุมแบบนี้คือต้องคุมเวลาทั้งหมดให้ไม่เกิน 15 นาทีให้ได้ เพื่อป้องกันการเบื่อและลดโอกาสของการไม่เข้าประชุม

การทำงานแบบ Work from Home ทำให้งานเยอะขึ้น?

            คำถามนี้คงเกิดขึ้นในใจของใครหลายคน แท้จริงแล้วในบางบริษัทอาจเกิดจากการเคยชินกับการทำงานที่มีเวลากำหนด เช่น เข้างานแปดโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็น  แต่เมื่อเป็นการทำงานที่บ้านสัญญาณเตือนการเลิกงานหายไป ทำให้รู้สึกว่าระยะเวลาการทำงานนั้นเพิ่มมากขึ้น

            มีความคิดเห็นจากพนักงานในหลายองค์กรว่าต้องการกลับไปทำงานที่บริษัทเช่นเดิม ในทางตรงกันข้าม CodeKit เคยปรับการทำงานให้มีการเข้าออฟฟิสและมีเวลาเข้าออกงานตามแบบฉบับของบริษัททั่วไป ผลกลับกลายเป็นว่า พนักงานของ CodeKit ชื่นชอบการทำงานที่บ้านมากกว่า เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงกว่านั่นเอง

หากข้องใจ อยากทดลองอะไร ไปลองทำดู

            การทำงานในสายงาน IT นั้น อาจจะต้องทำงานในหน้าที่เดิมซ้ำไปซ้ำมา จึงทำให้เบื่อและขาดแรงจูงใจได้ และ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ CodeKit ได้นำวิธีการแก้ปัญหาจากองค์กรเทคโนโลยีชื่อดังใน Silicon Valley มาปรับใช้ โดยการแบ่งเวลาให้พนักงานไปทดลองทำงานในตำแหน่งหรือส่วนที่ตนเองอยากลองทำ เพื่อทำให้พนักงานไม่คาใจและไม่เบื่อ โดนจะแบ่งเวลาได้ 20% หรือก็คือ 1 วัน จากทั้งหมด 5 วัน

ทักษะเป็นต่อ ทัศนคติเป็นต่อกว่า

            ทักษะความชำนาญในการทำงานย่อมเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ในการพิจารณาเลือกเข้าทำงาน อย่างไรก็ตาม “ทัศนคติ” กลับเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า หากมีทักษะมาก แต่มีทัศนคติในแง่ลบมาก ย่อมส่งผลให้คนที่มีความสามารถไม่โดนเด่น แต่มีทัศนคติที่ดีสามารถพัฒนาได้ “เป็นต่อกว่า”

CodeKit ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรให้ความสำคัญกับทัศนคติอย่างมาก ทุกคนที่เข้าทีมจะต้องมีความสามัคคี อยู่ร่วมกันได้ไม่เกิดปัญหา “ไม่คิดจะเก่งคนเดียว แต่พร้อมที่จะเก่งไปด้วยกัน” เมื่อเกิดปัญหาพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโดยไม่โทษผู้อื่น และมีเรื่องยึดถือสำคัญก็คือเรื่อง “การกล้าที่สื่อสาร” เช่น การกล้าที่จะสื่อสารว่าตอนนี้งานที่กำลังทำเกิดปัญหา เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือได้ทันโดยไม่ทำให้กระบวนการทำงานทั้งหมดช้าลง

โอกาสมี อย่ารอช้า!

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://codekit.

Life @ KBTG

Life @ KBTG

เปิดอกคุยกับองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง K PLUS แอพพลิเคชั่นที่มี Active User มากกว่า 10 ล้าน User

คนไทยคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมผ่านทางมือถือกันเป็นอย่างดี แน่นอนว่า “K PLUS” ก็เป็นแอพพลิเคชั่นทำธุรกรรมของธนาคารกสิกรไทยที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของประเทศ ยิ่งช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ทุกคนได้ Work From Home อาจจะยิ่งทำให้เราช้อปปิ้งหนักขึ้น จนใช้ต้องโอนเงินซื้อของหลายครั้งต่อวัน ในบทความนี้ Software Park CodeCamp จะพาไปพูดคุยกับ KASIKORN Business - Technology Group หรือ KBTG บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังแอป K PLUS รวมถึงระบบอื่น ๆ อีกมากมายที่คนไทยคุ้นเคย เกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร และตำแหน่งงานใหม่อันเป็นโอกาสของคนทำงานไอทีในไทยให้เข้ามาสมัครกัน

รู้จัก KBTG

KBTG เป็นบริษัทที่แยกตัวออกจากธนาคารกสิกรไทย ก่อตั้งเป็นบริษัท IT Solution ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในการทำธุรกิจที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของธนาคารเท่านั้น เช่น K PLUS แอพพลิเคชั่นสำหรับทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านมือถือของธนาคารกสิกรไทย ทำเทคโนโลยี Block Chainที่ได้ยินกันอย่างหนาหูในเวลานี้ ทำ Chatbot สำหรับตอบกลับอัตโนมัติ ทำระบบ AI และ ระบบ Cloud นอกจากนี้ยังทำ Innovation Unit อื่น ๆ อีกมากมาย

มีโอกาสสำหรับเด็กจบใหม่ที่อยากทำงานไม่ตรงสายเสมอ

ที่ KBTG มีโครงการ “KBTG Intensive Program (KIP)” เปิดโอกาสให้เด็กจบใหม่หรือคนที่ยังมีประสบการณ์ไม่มากที่มีความสนใจเฉพาะ หรือ สนใจในด้านธุรกิจและเทคโนโลยี มาทำงานในสาย Business Analyst และ Project Manager โดยผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกได้อย่างอิสระว่าต้องการทำสายใดมากกว่า หรือ อย่างทำทั้งสองสายพร้อมกัน ระยะเวลาในโครงประมาณ 2 ปี ซึ่งในช่วงระหว่าง 2 ปีนั้น ผู้เข้าโครงการจะได้ หมุนเปลี่ยนงาน (Job Rotation) ไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น โดยขึ้นอยู่กับความสมัครใจและความสนใจของเรา นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมยังมี “โค้ชประจำตัว”คอยให้คำปรึกษา ติดตามงานต่าง ๆ รวมถึง มีการเทรนนิ่งในส่วนที่เราอยากรู้เพิ่มเติมทั้ง Soft Skill และ Tech Skill

Life @ KBTG     

            ภาพในหัวของใครหลาย ๆ คนอาจเข้าใจว่าองค์กรใหญ่จะต้องมีกฎระเบียบเคร่งครัด มีการนับถือความอาวุโส เข้าออกงานตรงเวลาเป๊ะ ตามแบบแผน แต่ที่ KBTG ไม่ได้เป็นแบบนั้น ด้วยความที่องค์กรเป็นองค์กรนวัตกรรมและเทคโนโลยีทำให้เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและหน้าที่

“พนักงานสำคัญที่สุด” ที่ KBTG พนักงานทุกคนสามารถตัดสินใจเข้าร่วมทีมทำโปรเจคหรือแม้แต่ตำแหน่งใดก็ได้ที่ตนเองสนใจเมื่อตัวเราและทีมแมตช์กัน เป็นการเปิดโอกาสให้พนักงาน “Explore” ทุกอย่างที่ตนอยากรู้ เพราะหัวใจสำคัญอีกอย่างนึงที่ KBTG เชื่อคือ “ข้อผิดพลาดคือการเรียนรู้” ทำให้ตอนที่พนักงานทำผิดพลาดไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือเป็นเรื่องใหญ่ระดับองค์กรก็จะไม่มีการดุด่าหรือคำพูดในเชิงลบอย่างเด็ดขาด แต่กลายเป็นการสอน การลงมาช่วยเหลืออย่างไม่มีชนชั้น และการแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหา หรือ ชี้ทางให้กับพนักงาน ถือได้ว่าทุกครั้งที่เกิดข้อบกพร่อง ทุกคนจะมองไปที่ปัญหา ไม่มองไปที่พนักงาน ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาตั้งแต่บุคลากรไปจนถึงองค์กร

รูปแบบการทำงานที่ปรับได้ตามโปรเจค

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่า KBTG มีโปรเจคนับไม่ถ้วนและเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ส่งให้แต่ละโปรเจคสามารถกำหนดเองได้ตามความถนัดและเหมาะสมได้เลยว่า โปรเจคไหนควรเป็น Waterfall โปรเจคไหนควรเป็น  Agile หรืออื่น ๆ ที่สำคัญในบางครั้งการทำในงานอาจจะมีการกำหนดเวลาที่กระชั้นชิด หากทั่วไปแล้วผู้ใต้บังคับบัญชาทำได้เพียงก้มหน้าทำโอทีให้เสร็จให้ได้ แต่ที่ KBTG พนักงานทุกคนคือคนสำคัญ ดังนั้นหากงานส่วนไหนที่ไม่สามารถทำได้ทันจริง ๆ ก็สามารถแจ้งกับหัวหน้าได้ในทันที ไม่ใช่เพียงแค่รูปแบบการทำงานเท่านั้นที่ปรับได้ แม้แต่ภาษาในการ Programming เองก็สามารถเลือกใช้ได้ตามที่ตัวเองถนัดแบบไม่มีจำกัด

ยกระดับวัฒนธรรมองค์กรสู่ระดับโลก

กล่าวได้ว่า วัฒนธรรมองค์กรของ KBTG มีความใกล้เคียงกับองค์กรนวัตกรรมยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley (ศูนย์รวมองค์กรนวัตกรรมที่มีมูลค่ามหาศาลของโลก) จุดที่สามารถเห็นความใกล้เคียงได้ชัดที่สุดคือ “การให้ความสำคัญกับพนักงานทุกคน” เพราะสำหรับองค์กรนวัตกรรมแล้วขุมทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดก็คือพนักงาน ด้วยเหตุนี้การคัดเลือกบุคคลเข้าองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้ทุกคนที่สัมภาษณ์เข้าทำงานที่ KBTG จะต้องสัมภาษณ์กับผู้บริหารระดับสูงอย่างน้อยที่สุด 1 คน เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าผู้สมัครมีทัศนคติและบุคลิกภาพ รวมถึง ทักษะ ตรงกับ KBTG หรือไม่

หัวหน้าที่ไม่ใช่หัวหน้า

“โค้ช” คือสิ่งที่หัวหน้าทุกระดับใน KBTG เป็น ดังนั้นทุกคนจึงสามารถออกไอเดียหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างสบายใจไม่มีการถือความอาวุโสเป็นใหญ่ ทุกคนเคารพสิทธิและความคิดของผู้อื่น เน้นการก้าวหน้าไปด้วยกันไม่ใช่การให้หัวหน้าเดินนำลูกน้องเดิมตาม นอกจากนี้ไม่ว่าพนักงานจะอยากได้อะไร เช่น อุปกรณ์สำหรับการทำงานใหม่ หัวหน้าก็จะจัดหาให้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ภายใต้ดูแลของตน

เป้าหมายคือมุ่งหน้าสู่เวทีโลก

            KBTG เป็นบริษัทของคนไทย ที่มีคนไทยใช้ผลิตภัณฑ์อยู่กว่า 10 ล้านคน ผลงานของ KBTG จึงมี Impact สูง ทั้งยังมีการร่วมมือระหว่างพาร์ทเนอร์ธุรกิจต่างชาติยักษ์ใหญ่มากมากร่วมโปรเจคด้วย ส่งผลให้ KBTG พร้อมที่จะเข้าเป็นผู้แข่งขันในเวทีโลกได้ เพื่อที่จะทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ การรวมรวบคนไทยที่มีความสามารถมาก ๆ จากที่ต่าง ๆ มาเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ภายในองค์กรเองก็ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านภาษาให้กับบุคลากรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คอร์สเรียนภาษาอังกฤษฟรีกว่า 10 ระดับ ชมรมภาษาอังกฤษเพื่อฝึก Public Speaking และภายในองค์กรเองก็มีชาวต่างชาติทำงานอยู่เช่นกัน

แรงดึงดูดให้คนรัก KBTG

พนักงานที่ทำงานที่ KBTG มีความภูมิใจในงานที่ตนเองทำเพราะผลงานที่ได้ทำออกมา มีผู้ใช้มหาศาล มี Impact ต่อประเทศมุ่งสู่เวทีโลก รวมถึง การให้ความสำคัญกับบุคลากรของผู้บริหาร ทำให้โตพนักงานในสาย IT โตได้ไกล และมีการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ทำให้อัตราการลาออกของพนักงานที่ KTBG นั้นต่ำมาก

ยังมีที่ว่างกว่า 100 ตำแหน่งรอคุณอยู่ !

หากสนใจอยากร่วมงานกับ KBTG ค้นหาตำแหน่งที่เปิดรับและสมัครได้ที่ https://www.